เรื่องเมล็ดกาแฟ 8 ก.ย. 2569 24 ครั้ง

Akha Ama: กาแฟไทยไม่ต้องแข่งเยอะ แต่แข่งที่ "คุณค่า" ก็ไปไกลถึงโตเกียวได้

จากเด็กดอยที่ปลูกกาแฟขายเป็น "กะลา" สู่แบรนด์ไทยที่ได้ไปเสิร์ฟบนเวที World Barista Championship ที่ลอนดอน

Akha Ama: กาแฟไทยไม่ต้องแข่งเยอะ แต่แข่งที่ "คุณค่า" ก็ไปไกลถึงโตเกียวได้

นี่คือเรื่องของ พี่ลี - อายุ จือปา ผู้ก่อตั้ง Akha Ama (อาข่า อ่ามา) ที่พิสูจน์ว่า กาแฟไทยไม่ต้องผลิตเยอะเท่าบราซิล แต่ถ้ามีเรื่องราวและคุณค่าจริง ก็ขายได้แพงและยั่งยืนกว่า


1. จุดเปลี่ยน: เกษตรกรต้องไม่ใช่แค่ "คนปลูก"

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เกษตรกรบนดอยปลูกกาแฟแล้วขายเป็นกาแฟกะลาให้พ่อค้าคนกลาง จบ ได้เงินน้อย

พี่ลีคิดใหม่ว่า: ทำไมเกษตรกรต้องหยุดแค่ปลูก?

เขาสอนให้ชาวบ้าน 20-25 ราย ใน 9 ชุมชน ตั้งแต่คั่ว แปรรูป ชง ไปจนถึงตั้งราคาและเล่าเรื่องกาแฟของตัวเองได้

Akha Ama เลยไม่ใช่แค่คนซื้อ แต่เป็น "สะพาน" ที่เชื่อมดอยกับคนกินในเมือง


2. DNA ของ Akha Ama คือ "ความสัมพันธ์"

กาแฟหลักคือ อาราบิก้า มีทั้งเกอิชา ทิปปิก้า แต่ทีเด็ดไม่ใช่สายพันธุ์

ทีเด็ดคือ รู้ว่ามาจากใคร

วันนี้คนกินกาแฟ Specialty ไม่ได้ถามแค่ว่า "อร่อยไหม" แต่ถามว่า "ใครปลูก? ปลูกยังไง? เงินกลับไปที่ดอยเท่าไหร่?"

นี่แหละที่ทำให้กาแฟแก้วละ 120 ของไทย แพงกว่าของบราซิลแล้วคนยังยอมจ่าย เพราะเขาจ่ายให้ "คุณค่า" ไม่ใช่แค่รสชาติ


3. ศัตรูตัวจริง: โลกร้อน

พี่ลีบอกตรงๆ ว่า Climate Change ทำให้ต้นทุนกาแฟพุ่ง

เมื่อก่อนผลิตกาแฟ 1 โล ต้นทุน 10 บาท ตอนนี้ต้อง 20 บาท เพราะต้องสู้กับเชื้อรา แมลง และน้ำที่หายากขึ้น

ถ้าต้นทุนเพิ่ม แต่ราคายังเท่าเดิม เกษตรกรก็อยู่ไม่ได้ สุดท้ายทั้งห่วงโซ่พังตั้งแต่ต้นน้ำยันคนกินในเมือง



4. จุดแข็งที่ต่างชาติไม่มี: ไทยใกล้กันนิดเดียว

ไทยผลิตกาแฟไม่เยอะ ไม่พอแม้แต่คนไทยกิน แต่พี่ลีมองว่านี่คือข้อได้เปรียบ

จากร้านในเชียงใหม่ ขับรถไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงสวนแล้ว โรงคั่วคุยกับเกษตรกรได้โดยตรง อยากได้โปรเซสแบบไหน บอกแล้วลองทำได้เลย ความโปร่งใสแบบนี้แหละที่ตลาดโลกต้องการ


5. บทพิสูจน์: จากดอยสู่ลอนดอนและโตเกียว

ปี 2010 กาแฟของ Akha Ama ถูกเลือกให้ไปใช้แข่ง World Barista Championship ที่ลอนดอน

จากนั้นก็ไปเปิดตลาดที่โตเกียว ตอนนี้กำลังจะเปิดสาขาที่ 3 ที่ญี่ปุ่น

พิสูจน์แล้วว่า กาแฟไทยที่มีเรื่องราว ไปไกลได้จริง


สรุป: อนาคตของกาแฟไทยคืออะไร?

ไม่ใช่การปลูกให้ได้เยอะที่สุด

แต่คือการทำให้ "คนปลูกมีตัวตนและมีศักดิ์ศรี"

เมื่อเกษตรกรกล้าพูดว่า "ฉันปลูกเกอิชา แปรรูปแบบวอชนะ" ด้วยความภูมิใจ นั่นแหละคือ Specialty ที่แท้จริง

และคำถามสุดท้ายที่พี่ลีทิ้งไว้คือ:

เราจะทำอย่างไร ให้ทุกคนในห่วงโซ่กาแฟ ตั้งแต่คนปลูกบนดอย จนถึงคนชงในเมือง เติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน?

ถ้าคุณอยากไปหาคำตอบด้วยตัวเอง เจอกันที่ Thailand Coffee Fest 2026 วันที่ 10 ก.ย. 69 ที่ IMPACT Hall 5-8

ต้นฉบับ: เทคโนโลยีชาวบ้าน ข่าวสด

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น — มาเป็นคนแรกกันเถอะ ☕

📰 อ่านต่อ

กาแฟอาจไม่ต้องใช้เมล็ดกาแฟแล้ว!? ญี่ปุ่นเปิดตัว "กาแฟทางเลือก" รับมือปี 2050 เรื่องเมล็ดกาแฟ

กาแฟอาจไม่ต้องใช้เมล็ดกาแฟแล้ว!? ญี่ปุ่นเปิดตัว "กาแฟทางเลือก" รับมือปี 2050

สื่อญี่ปุ่นเผยอนาคตอาจไม่มีเมล็ดกาแฟ! Coca-Cola, DyDo ทำกาแฟทางเลือกจากถั่วลูกไก่-ใยอาหาร คืออะไร รสชาติเป็นไง สรุปจบที่นี่

6 ต.ค. 2569 17
เมล็ดกาแฟคั่วกลาง vs กลางเข้ม vs เข้ม แบบไหนเหมาะกับนมสดที่สุด? เรื่องเมล็ดกาแฟ

เมล็ดกาแฟคั่วกลาง vs กลางเข้ม vs เข้ม แบบไหนเหมาะกับนมสดที่สุด?

เลือกเมล็ดกาแฟผิด นมสดกลบรสชาติหมด! เทียบชัดๆ คั่วกลาง vs กลางเข้ม vs เข้ม แบบไหนเหมาะกับลาเต้ คาปูชิโน่ พร้อมตารางเลือกเมล็ดให้อร่อยลงตัว

10 ก.ย. 2569 18
วิธีเก็บเมล็ดกาแฟไม่ให้หืน สำหรับร้านเล็กที่ไม่มีเครื่องซีล เรื่องเมล็ดกาแฟ

วิธีเก็บเมล็ดกาแฟไม่ให้หืน สำหรับร้านเล็กที่ไม่มีเครื่องซีล

เก็บเมล็ดกาแฟยังไงไม่ให้หืน? แจก 5 วิธีเก็บเมล็ดกาแฟสำหรับร้านเล็กที่ไม่มีเครื่องซีล ให้หอมนาน 2-4 สัปดาห์ ไม่ต้องทิ้งของให้ขาดทุน

10 ก.ย. 2569 15