สูตรคิดต้นทุนต่อแก้วฉบับเจ้าของร้านตัวจริง ขายดีแล้วต้องเหลือเงิน
ร้านกาแฟหลายร้านขายดี แต่สิ้นเดือนเงินไม่เหลือ สาเหตุคลาสสิกที่เจอบ่อยที่สุดคือ คิดต้นทุนแค่ "เมล็ดกับนม" แล้วลืมทุกอย่างที่เหลือ

ถ้าคุณอยากรู้ว่าขายแก้วละเท่าไหร่ถึงจะมีกำไรจริงๆ ต้องคิดแบบนี้ครับ
3 ต้นทุนที่ต้องนับให้ครบ ห้ามลืมแม้แต่บาทเดียว
1. ต้นทุนวัตถุดิบ (COGS)
เมล็ดกาแฟ นมสด นมทางเลือก ไซรัป ซอส น้ำแข็ง ผงต่างๆ ทุกอย่างที่อยู่ในแก้ว
2. ต้นทุนบรรจุภัณฑ์
แก้ว ฝา หลอด ถุงหิ้ว สติกเกอร์ ทิชชู่ นี่คือเงินที่ออกทุกแก้วเหมือนกัน
3. ต้นทุนแฝง (ที่คนชอบลืม)
ค่าเช่า ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าแรง ค่า Wi-Fi ค่าเสียหายจากทำแก้วหก ชงผิด ต้องทิ้ง ค่าซ่อมเครื่องชง
ถ้าคุณนับแค่ข้อ 1 คุณกำลังขาดทุนแบบไม่รู้ตัว
สูตรคิดง่ายๆ ที่ใช้ได้จริง
ขั้นตอนที่ 1: หาต้นทุนต่อแก้วที่จับต้องได้
ต้นทุนวัตถุดิบ + บรรจุภัณฑ์ = ต้นทุนต่อแก้ว
ตัวอย่าง ลาเต้เย็น 16 ออนซ์
เมล็ด 15 บาท + นม 10 บาท + น้ำแข็ง 3 บาท + แก้วฝาหลอดถุง 6 บาท = ต้นทุนต่อแก้ว 34 บาท
ขั้นตอนที่ 2: ตั้งราคาขายให้ถูกหลัก
ให้ต้นทุนส่วนนี้อยู่ที่ 25-35% ของราคาขาย
จากตัวอย่าง ต้นทุน 34 บาท
ถ้าขาย 75 บาท = ต้นทุน 45% (เหนื่อยฟรี)
ถ้าขาย 95 บาท = ต้นทุน 35% (มาตรฐานร้านที่อยู่รอด)
ถ้าขาย 120 บาท = ต้นทุน 28% (มีกำไรไปจ่ายค่าเช่า ค่าแรงสบาย)
ที่เหลืออีก 65-75% คือเงินที่เอาไว้จ่ายค่าเช่า ค่าแรง และเหลือเป็นกำไรของคุณ
กฎเหล็ก 2 ข้อที่เจ้าของร้านต้องจำ
1. อย่าแข่งกันลดราคา
ถ้าร้านข้างๆ ขาย 45 บาท แล้วเราลดเหลือ 40 บาท สุดท้ายเจ็บทั้งคู่ ลูกค้าจำไม่ได้หรอกว่าแก้วไหนถูกกว่า 5 บาท แต่ลูกค้าจะจำได้ว่าแก้วไหนอร่อยกว่า บริการดีกว่า
ทางที่ดีกว่าคือ ทำให้แก้วของเราคุ้มกว่าในสายตาลูกค้า ด้วยคุณภาพเมล็ดที่นิ่ง บริการที่ใส่ใจ และความสม่ำเสมอ
2. ทบทวนต้นทุนทุก 3 เดือน
ราคานม เมล็ดกาแฟ แก้วกระดาษ ขยับขึ้นทุกไตรมาส ถ้าคุณไม่เคยเช็คเลย กำไรที่เคยมีจะค่อยๆ หายไป
ตั้งเตือนในปฏิทินไว้เลย ทุก 3 เดือน เปิดบิลดูใหม่ แล้วปรับราคาหรือปรับสูตรให้ยังอยู่ในกรอบ 25-35%
ขายดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องขายแล้วเหลือด้วย เริ่มคิดต้นทุนให้ครบตั้งแต่วันนี้ ร้านจะอยู่ได้นานครับ
💬 ความคิดเห็น (0)
ยังไม่มีความคิดเห็น — มาเป็นคนแรกกันเถอะ ☕