อุปกรณ์ & รีวิว

วิธีเลือกเครื่องชงกาแฟฉบับคนจะเปิดร้าน มือใหม่ก็อ่านเข้าใจ เลือกไม่พลาด

5 ก.ย. 2569 · 23:10 น. 5 อ่าน 0 ตอบ
ทีมงาน cafeyim
เจ้าของกระทู้ · 1 วันที่แล้ว
#0

คิดจะเปิดร้านกาแฟ คำถามแรกที่ทุกคนต้องเจอคือ "จะเลือกเครื่องชงกาแฟแบบไหนดี?" ราคาตั้งแต่หลักพันยันหลักแสน จะเลือกถูกหรือแพง มีผลต่อรสชาติกาแฟและกำไรทั้งร้านเลย บทความนี้ cafeyim สรุปมาให้ครบ อ่านจบแล้วคุณจะเลือกเครื่องชงได้แบบมั่นใจ ไม่ต้องกลัวโดนเซลล์หลอก



1. รู้ก่อนซื้อ: เครื่องชงกาแฟมีกี่แบบ?

เครื่องชงกาแฟแบ่งง่ายๆ ได้ 4 แบบ เลือกให้ตรงกับการใช้งานของคุณ

1.1 เครื่องชงแบบแมนนวล / Semi-Automatic

แบบที่บาริสต้าต้องบด ตวง แทมป์เองทั้งหมด ให้รสชาติที่ดีที่สุด ควบคุมได้ทุกช็อต แต่ต้องใช้ฝีมือ

เหมาะกับ: ร้าน Specialty, คาเฟ่ที่อยากโชว์สกิลบาริสต้า

1.2 เครื่องชงแบบอัตโนมัติ (Automatic)

กดปุ่มเดียวจบ เครื่องตั้งปริมาณน้ำให้แล้ว ใช้งานง่าย รสชาตินิ่ง

เหมาะกับ: ร้านกาแฟทั่วไป ร้านที่ขายวันละ 50-150 แก้ว ต้องการความเร็วและมาตรฐาน

1.3 เครื่องชงแบบแคปซูล (Capsule)

ใส่แคปซูล กดปุ่ม จบ สะดวกสุดๆ แต่ต้นทุนต่อแก้วแพง และเลือกเมล็ดได้น้อย

เหมาะกับ: ใช้ในบ้าน ออฟฟิศ หรือร้านเล็กๆ ที่ไม่ได้เน้นขายกาแฟเป็นหลัก

1.4 เครื่องชงแบบ Super Automatic

บด ชง ตีฟองนม อัตโนมัติครบวงจรในเครื่องเดียว

เหมาะกับ: ร้านอาหาร โรงแรม หรือคนที่อยากได้ความสะดวกสูงสุด


2. เช็คลิสต์ 5 ข้อที่ต้องดูก่อนตัดสินใจซื้อ

อย่าดูแค่ยี่ห้อ ให้ดู 5 ข้อนี้ก่อน

ข้อ 1: ยอดขายต่อวันของคุณคือเท่าไหร่?

นี่คือตัวตัดสินขนาดหม้อต้ม (Boiler)

  1. ขาย ไม่เกิน 50 แก้ว/วัน: เครื่อง 1 หัวชง หม้อต้มเล็ก 1.5 - 2.5 ลิตร พอ
  2. ขาย 50 - 150 แก้ว/วัน: เครื่อง 1 หัวชง Commercial หรือ 2 หัวชงเล็ก
  3. ขาย 150 แก้วขึ้นไป: ต้อง 2 หัวชงขึ้นไปเท่านั้น ไม่งั้นลูกค้ารอนาน เครื่องพังเร็ว

ข้อ 2: งบประมาณทั้งหมด ไม่ใช่แค่ค่าเครื่อง

คนส่วนใหญ่ลืมคิดข้อนี้ งบเปิดร้านกาแฟต้องคิดแบบนี้

ค่าเครื่องชง + เครื่องบด (สำคัญมาก!) + ค่าติดตั้ง + ค่ากรองน้ำ

เครื่องชง 60,000 แต่ต้องเผื่อเครื่องบดดีๆ อีก 15,000 - 25,000 บาทเสมอ กาแฟจะอร่อยหรือไม่อร่อย เครื่องบดมีผล 50%

ข้อ 3: ระบบหม้อต้ม เลือกแบบไหนดี?

ประเภทข้อดีข้อเสีย
Single Boilerราคาถูกชงกับสตีมพร้อมกันไม่ได้
Heat Exchange (HX)ชงและสตีมพร้อมกันได้ ราคากลางๆอุณหภูมิน้ำอาจไม่นิ่งเท่าแบบ 2 หม้อ
Double Boilerนิ่งสุด เสถียรสุด ชงต่อเนื่องได้ทั้งวันราคาสูง


ถ้าจะเปิดร้านจริงจัง แนะนำให้เริ่มที่ Heat Exchange ขึ้นไป จะไม่หงุดหงิดตอนลูกค้าเยอะ

ข้อ 4: ไฟฟ้าและพื้นที่ร้าน

เครื่องใหญ่ 2 หัวชงส่วนใหญ่ใช้ไฟ 220V กำลังไฟ 3000-5000W ต้องเช็คมิเตอร์ที่ร้านว่ารองรับไหม และต้องมีพื้นที่วางอย่างน้อย 80 ซม.

ข้อ 5: บริการหลังการขาย

เครื่องชงกาแฟคือหัวใจของร้าน ถ้าพังคือปิดร้านทันที ให้เลือกยี่ห้อที่มีศูนย์ซ่อมในไทย มีอะไหล่พร้อม และมีช่างที่มาซ่อมถึงร้านได้ อย่าเห็นแก่ของถูกจากจีนที่ไม่มีประกันเด็ดขาด


3. มือใหม่ควรเริ่มจากเครื่องแบบไหน?

ถ้าคุณคือมือใหม่ที่กำลังจะเปิดร้านแรก เราแนะนำแบบนี้

เซ็ตเริ่มต้นคุ้มทุน (งบ 70,000 - 120,000 บาท)

เครื่องชง 1 หัวชง Commercial แบบ Heat Exchange + เครื่องบด On-Demand ดีๆ 1 ตัว ชุดนี้เอาอยู่ 100 แก้วต่อวัน สบายๆ

เซ็ตจริงจัง (งบ 150,000 - 300,000 บาท)

เครื่อง 2 หัวชง แบรนด์อิตาลี เช่น La Marzocco, Rocket, Expobar + เครื่องบด 2 ตัว (สำหรับคั่วกลางและคั่วเข้ม) พร้อมลุย 200 แก้ว+

ทริคเล็กๆ ที่คนขายไม่ค่อยบอก: ลองไปขอเทสต์ช็อตที่โชว์รูม เอาเมล็ดร้านคุณไปลองเองเลย และถามว่าเครื่องนี้ทำความสะอาดยากไหม? เพราะคุณต้องล้างมันทุกวัน



สรุป: เลือกเครื่องชงให้เหมือนเลือกคู่ชีวิต

ไม่มีเครื่องชงที่ดีที่สุด มีแต่เครื่องที่ เหมาะกับยอดขาย งบประมาณ และสไตล์ร้านของคุณที่สุด

จำไว้ว่า "เครื่องบดที่ดี สำคัญพอๆ กับเครื่องชงที่ดี" อย่าทุ่มเงินทั้งหมดไปที่เครื่องชงจนลืมเครื่องบด

ถ้ายังเลือกไม่ถูก เข้ามาตั้งกระทู้ถามได้ที่ เว็บบอร์ด cafeyim.com มีทั้งเจ้าของร้านและช่างเทคนิคคอยตอบให้ฟรี หรือจะลงประกาศหาเครื่องชงมือสองสภาพดีใน ตลาดซื้อขาย ของเราได้เลย

พร้อมจะเลือกเครื่องชงเครื่องแรกของคุณแล้วหรือยัง?


💬 0 ความเห็น

อยากร่วมตอบกระทู้นี้ไหม? เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครฟรี