คิดจะเปิดร้านกาแฟ คำถามแรกที่ทุกคนต้องเจอคือ "จะเลือกเครื่องชงกาแฟแบบไหนดี?" ราคาตั้งแต่หลักพันยันหลักแสน จะเลือกถูกหรือแพง มีผลต่อรสชาติกาแฟและกำไรทั้งร้านเลย บทความนี้ cafeyim สรุปมาให้ครบ อ่านจบแล้วคุณจะเลือกเครื่องชงได้แบบมั่นใจ ไม่ต้องกลัวโดนเซลล์หลอก
1. รู้ก่อนซื้อ: เครื่องชงกาแฟมีกี่แบบ?
เครื่องชงกาแฟแบ่งง่ายๆ ได้ 4 แบบ เลือกให้ตรงกับการใช้งานของคุณ
1.1 เครื่องชงแบบแมนนวล / Semi-Automatic
แบบที่บาริสต้าต้องบด ตวง แทมป์เองทั้งหมด ให้รสชาติที่ดีที่สุด ควบคุมได้ทุกช็อต แต่ต้องใช้ฝีมือ
เหมาะกับ: ร้าน Specialty, คาเฟ่ที่อยากโชว์สกิลบาริสต้า
1.2 เครื่องชงแบบอัตโนมัติ (Automatic)
กดปุ่มเดียวจบ เครื่องตั้งปริมาณน้ำให้แล้ว ใช้งานง่าย รสชาตินิ่ง
เหมาะกับ: ร้านกาแฟทั่วไป ร้านที่ขายวันละ 50-150 แก้ว ต้องการความเร็วและมาตรฐาน
1.3 เครื่องชงแบบแคปซูล (Capsule)
ใส่แคปซูล กดปุ่ม จบ สะดวกสุดๆ แต่ต้นทุนต่อแก้วแพง และเลือกเมล็ดได้น้อย
เหมาะกับ: ใช้ในบ้าน ออฟฟิศ หรือร้านเล็กๆ ที่ไม่ได้เน้นขายกาแฟเป็นหลัก
1.4 เครื่องชงแบบ Super Automatic
บด ชง ตีฟองนม อัตโนมัติครบวงจรในเครื่องเดียว
เหมาะกับ: ร้านอาหาร โรงแรม หรือคนที่อยากได้ความสะดวกสูงสุด
2. เช็คลิสต์ 5 ข้อที่ต้องดูก่อนตัดสินใจซื้อ
อย่าดูแค่ยี่ห้อ ให้ดู 5 ข้อนี้ก่อน
ข้อ 1: ยอดขายต่อวันของคุณคือเท่าไหร่?
นี่คือตัวตัดสินขนาดหม้อต้ม (Boiler)
- ขาย ไม่เกิน 50 แก้ว/วัน: เครื่อง 1 หัวชง หม้อต้มเล็ก 1.5 - 2.5 ลิตร พอ
- ขาย 50 - 150 แก้ว/วัน: เครื่อง 1 หัวชง Commercial หรือ 2 หัวชงเล็ก
- ขาย 150 แก้วขึ้นไป: ต้อง 2 หัวชงขึ้นไปเท่านั้น ไม่งั้นลูกค้ารอนาน เครื่องพังเร็ว
ข้อ 2: งบประมาณทั้งหมด ไม่ใช่แค่ค่าเครื่อง
คนส่วนใหญ่ลืมคิดข้อนี้ งบเปิดร้านกาแฟต้องคิดแบบนี้
ค่าเครื่องชง + เครื่องบด (สำคัญมาก!) + ค่าติดตั้ง + ค่ากรองน้ำ
เครื่องชง 60,000 แต่ต้องเผื่อเครื่องบดดีๆ อีก 15,000 - 25,000 บาทเสมอ กาแฟจะอร่อยหรือไม่อร่อย เครื่องบดมีผล 50%
ข้อ 3: ระบบหม้อต้ม เลือกแบบไหนดี?
| ประเภท | ข้อดี | ข้อเสีย |
| Single Boiler | ราคาถูก | ชงกับสตีมพร้อมกันไม่ได้ |
| Heat Exchange (HX) | ชงและสตีมพร้อมกันได้ ราคากลางๆ | อุณหภูมิน้ำอาจไม่นิ่งเท่าแบบ 2 หม้อ |
| Double Boiler | นิ่งสุด เสถียรสุด ชงต่อเนื่องได้ทั้งวัน | ราคาสูง |
ถ้าจะเปิดร้านจริงจัง แนะนำให้เริ่มที่ Heat Exchange ขึ้นไป จะไม่หงุดหงิดตอนลูกค้าเยอะ
ข้อ 4: ไฟฟ้าและพื้นที่ร้าน
เครื่องใหญ่ 2 หัวชงส่วนใหญ่ใช้ไฟ 220V กำลังไฟ 3000-5000W ต้องเช็คมิเตอร์ที่ร้านว่ารองรับไหม และต้องมีพื้นที่วางอย่างน้อย 80 ซม.
ข้อ 5: บริการหลังการขาย
เครื่องชงกาแฟคือหัวใจของร้าน ถ้าพังคือปิดร้านทันที ให้เลือกยี่ห้อที่มีศูนย์ซ่อมในไทย มีอะไหล่พร้อม และมีช่างที่มาซ่อมถึงร้านได้ อย่าเห็นแก่ของถูกจากจีนที่ไม่มีประกันเด็ดขาด
3. มือใหม่ควรเริ่มจากเครื่องแบบไหน?
ถ้าคุณคือมือใหม่ที่กำลังจะเปิดร้านแรก เราแนะนำแบบนี้
เซ็ตเริ่มต้นคุ้มทุน (งบ 70,000 - 120,000 บาท)
เครื่องชง 1 หัวชง Commercial แบบ Heat Exchange + เครื่องบด On-Demand ดีๆ 1 ตัว ชุดนี้เอาอยู่ 100 แก้วต่อวัน สบายๆ
เซ็ตจริงจัง (งบ 150,000 - 300,000 บาท)
เครื่อง 2 หัวชง แบรนด์อิตาลี เช่น La Marzocco, Rocket, Expobar + เครื่องบด 2 ตัว (สำหรับคั่วกลางและคั่วเข้ม) พร้อมลุย 200 แก้ว+
ทริคเล็กๆ ที่คนขายไม่ค่อยบอก: ลองไปขอเทสต์ช็อตที่โชว์รูม เอาเมล็ดร้านคุณไปลองเองเลย และถามว่าเครื่องนี้ทำความสะอาดยากไหม? เพราะคุณต้องล้างมันทุกวัน
สรุป: เลือกเครื่องชงให้เหมือนเลือกคู่ชีวิต
ไม่มีเครื่องชงที่ดีที่สุด มีแต่เครื่องที่ เหมาะกับยอดขาย งบประมาณ และสไตล์ร้านของคุณที่สุด
จำไว้ว่า "เครื่องบดที่ดี สำคัญพอๆ กับเครื่องชงที่ดี" อย่าทุ่มเงินทั้งหมดไปที่เครื่องชงจนลืมเครื่องบด
ถ้ายังเลือกไม่ถูก เข้ามาตั้งกระทู้ถามได้ที่ เว็บบอร์ด cafeyim.com มีทั้งเจ้าของร้านและช่างเทคนิคคอยตอบให้ฟรี หรือจะลงประกาศหาเครื่องชงมือสองสภาพดีใน ตลาดซื้อขาย ของเราได้เลย
พร้อมจะเลือกเครื่องชงเครื่องแรกของคุณแล้วหรือยัง?




